Finding Your Brand Gap: วิธีหาช่องว่างสไตล์แบรนด์ในตลาดเครื่องสำอางไทย ก่อนเริ่มทำแบรนด์เมคอัพ
- coco admin

- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที
ตลาดเครื่องสำอางไทยเป็นตลาดที่มีชีวิตชีวามากขึ้นทุกปี ทั้งจากแบรนด์ไทย แบรนด์เกาหลี
แบรนด์จีน แบรนด์ญี่ปุ่น ไปจนถึงแบรนด์อินดี้ที่เกิดจาก TikTok, Shopee และ Instagram
ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกเยอะขึ้น แต่ในมุมของเจ้าของแบรนด์ใหม่ คำถามสำคัญคือ
“ถ้าตลาดมีแบรนด์เยอะอยู่แล้ว เราจะทำแบรนด์ให้แตกต่างตรงไหน?”
คำตอบอาจไม่ใช่การทำสูตรที่แปลกที่สุด หรือทำสีที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนเสมอไป แต่อยู่ที่การหา Brand Gap หรือ “ช่องว่างของสไตล์แบรนด์” ที่ยังมีพื้นที่ให้แบรนด์ของเราเข้าไปยืนได้ชัดเจน
ข้อมูลภาพรวมตลาดก็สะท้อนว่าตลาดไทยยังเติบโตอยู่ โดย PRD Thailand รายงานว่าตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 11% ในปี 2025 จากแรงขับของ self-care และการให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ในชีวิตประจำวัน ขณะที่ตลาด color cosmetics ไทยก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2025–2029 ตามรายงานของ 6Wresearch

1. เริ่มจากดูว่า “ตลาดพูดเรื่องอะไรซ้ำกันมากเกินไป”
วิธีแรกในการหาช่องว่าง คือมองหาความซ้ำในตลาด เช่น ทุกแบรนด์พูดว่า “ติดทน” “กันน้ำ”
“เนื้อเบา” “สีสวย” “เกาหลี” หรือ “ใช้ได้ทุกวัน” จนผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าแบรนด์คล้ายกันไปหมด
ในตลาดลิปและเมคอัพไทย เราจะเห็นแพตเทิร์นที่ซ้ำบ่อย เช่น
ลิปแมตต์ติดทน แต่ภาพลักษณ์ยังคล้ายกันมาก
ลิปกลอสใสฉ่ำ แต่จุดขายมักวนอยู่ที่ความวาว
บลัชโทนชมพู/พีชที่เน้นความน่ารัก แต่ยังขาดเรื่อง personality ของแบรนด์
แบรนด์ที่ใช้คำว่า clean, minimal, natural แต่ยังไม่ได้เล่าให้ชัดว่า minimal แบบไหน และเหมาะกับใคร
ช่องว่างจึงไม่ได้แปลว่า “ไม่มีใครทำสินค้าแบบนี้เลย” แต่แปลว่า ยังไม่มีใครเล่าเรื่องนี้ได้ชัดพอ หรือยังไม่มีใครครอบครองภาพจำนี้ในใจลูกค้า
ตัวอย่างเช่น ถ้าตลาดมีลิปโทน nude brown เยอะ แบรนด์ใหม่ไม่จำเป็นต้องเลิกทำ nude brown แต่ต้องถามต่อว่า nude brown ของเราจะเป็นสไตล์ไหน เช่น
nude brown สำหรับสาวออฟฟิศ / nude brown สำหรับสาย clean girl / nude brown สำหรับผิวสองสี / nude brown ที่ดู expensive / nude brown สำหรับ everyday Thai skin tone
เมื่อเจาะลึกแบบนี้ สีเดียวกันก็สามารถกลายเป็นคนละแบรนด์ได้ทันที
2. แยก “เทรนด์” ออกจาก “ช่องว่าง”
เทรนด์คือสิ่งที่คนกำลังสนใจ แต่ช่องว่างคือพื้นที่ที่แบรนด์สามารถเข้าไปยืนอย่างมีเอกลักษณ์
ตัวอย่างเทรนด์เมคอัพที่กำลังเห็นชัดในช่วง 2025–2026 คือผิวที่ดูเบลอ นุ่ม ฟุ้ง ไม่หนาเกินไป หรือที่สื่อต่างประเทศเรียกว่า blurred skin / cloud skin ซึ่งเป็นการแต่งผิวให้ดู soft-focus ระหว่าง matte และ dewy ไม่แห้งด้านและไม่ฉ่ำเกิน
อีกเทรนด์หนึ่งคือเมคอัพโทนอุ่น สดใส ดูเหมือนโดนแดดอ่อน ๆ เช่น coral, terracotta, bronzed skin และ multi-use cream products ซึ่งสอดคล้องกับกระแส “Aussie Girl Makeup” ที่เน้นผิวเบา โกลว์ธรรมชาติ บลัชฟุ้ง และสีโทนอุ่นที่ใช้ง่าย
แต่ถ้าแบรนด์ใหม่ทำแค่ “ตามเทรนด์” ก็จะเจอคู่แข่งจำนวนมากทันที วิธีที่ดีกว่าคือถามว่า
เทรนด์นี้ยังมีมุมไหนที่ตลาดไทยยังเล่าไม่ชัด?
เทรนด์ | ถ้าทำตามเฉย ๆ | ช่องว่างที่น่าสนใจ |
Blurred skin | แป้ง/รองพื้นเบลอผิว | เมคอัพเบลอผิวสำหรับอากาศร้อนชื้นของไทย |
Glossy lips | ลิปกลอสฉ่ำวาว | กลอสที่วาวแต่ไม่เหนียว เหมาะกับใช้ทุกวัน |
สีนู้ดน้ำตาล | นู้ดน้ำตาลที่ออกแบบตาม undertone ของผิวไทย | |
Multi-use makeup | ใช้ได้ทั้งแก้มและปาก | สีที่ balance จริงระหว่างปาก-แก้ม ไม่แดงเกินบนแก้ม ไม่จืดเกินบนปาก |
Clean girl | เมคอัพน้อยชิ้น | แบรนด์ที่ทำให้ลุคสะอาดแต่ยังดูมีสี มีชีวิต ไม่ซีด |
3. ดูช่องว่างจาก “คนที่ยังรู้สึกว่าแบรนด์ในตลาดไม่เข้าใจเขา”
การหา Brand Gap ที่ดีควรเริ่มจากคน ไม่ใช่เริ่มจากสินค้า
เจ้าของแบรนด์ควรถามว่า กลุ่มลูกค้าแบบไหนที่ยังรู้สึกว่า “ไม่มีแบรนด์ไหนพูดกับฉันโดยตรง” เช่น
กลุ่มผิวสองสี / ผิวเหลือง / คนที่ไม่ชอบลิปชมพูเกิน / คนที่อยากแต่งหน้าไปทำงานแต่ไม่อยากดูจัด / คนที่ชอบลุคเกาหลีแต่ไม่อยากหน้าซีด / คนที่ชอบเมคอัพติดทนแต่ไม่ชอบเนื้อแห้ง
ตลาดไทยมีผู้บริโภคหลายเฉดผิว หลายสไตล์ และหลายบริบทการใช้ชีวิต แต่แบรนด์จำนวนมากยังสื่อสารด้วยภาพจำคล้ายกัน เช่น ผิวขาวอมชมพู ลุคหวาน ลุคเกาหลี ลุคคลีน หรือลุคสายฝอแบบกว้าง ๆ
ช่องว่างที่น่าสนใจจึงอาจอยู่ที่การทำแบรนด์เพื่อ “คนจริง” มากขึ้น เช่น
แบรนด์สำหรับสาวผิวเหลืองที่แต่งแล้วหน้าไม่หมอง
แบรนด์สำหรับคนทำงานที่อยากดูสุภาพแต่ไม่จืด
แบรนด์สำหรับคนที่ชอบสีตุ่นแต่ไม่อยากดูป่วย
แบรนด์สำหรับคนที่ชอบงานผิวแต่ต้องอยู่ในอากาศร้อน
แบรนด์สำหรับมือใหม่ที่อยากแต่งง่าย ไม่ต้องมีเทคนิคเยอะ
Kantar ยังชี้ให้เห็นว่ากลุ่ม Gen Z มีพฤติกรรม “search before buying” และใช้แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, TikTok Shop และ Lazada ทั้งเพื่อหาไอเดียและตัดสินใจซื้อ ซึ่งหมายความว่าแบรนด์ต้องมีจุดยืนที่ชัดพอให้ลูกค้าเข้าใจเร็วในหน้าฟีดหรือหน้าค้นหา
4. วิเคราะห์คู่แข่งด้วย Brand Style Map
ก่อนเริ่มทำสินค้า แบรนด์ควรทำแผนที่สไตล์ของตลาดแบบง่าย ๆ โดยแบ่งแกนออกเป็น 2 ด้าน เช่น
แกนที่ 1: Natural ↔ Glamแกนที่ 2: Playful ↔ Sophisticated
เมื่อนำแบรนด์ในตลาดมาวางบนแผนที่ จะเริ่มเห็นว่าพื้นที่ไหนแน่น และพื้นที่ไหนยังโล่ง
ตัวอย่าง Brand Style Map:
สไตล์ | ภาพลักษณ์ | ตัวอย่างสินค้าเหมาะสม |
Natural + Playful | สดใส ใช้ง่าย วัยรุ่น | gloss tint, jelly blush, syrup lip |
Natural + Sophisticated | เรียบ แพง สุภาพ | velvet lip, nude balm, soft matte blush |
Glam + Playful | สีจัด สนุก ถ่ายคอนเทนต์เด่น | high-shine gloss, vivid tint, shimmer blush |
Glam + Sophisticated | หรู คม ชัด ดูแพง | deep red, brown lip, satin matte, contour blush |
ถ้าพบว่าตลาดมีแบรนด์ Natural + Playful เยอะมาก เช่น ลุคใส ๆ วัยรุ่น น่ารัก ราคาจับต้องง่าย แบรนด์ใหม่อาจเลือกไปยืนในพื้นที่ Natural + Sophisticated แทน เช่น ลิปโทนสุภาพ เนื้อ velvet เบลอปาก สีไม่ตะโกน แต่ถ่ายรูปแล้วดูแพง
นี่คือการหาช่องว่างโดยไม่ต้องเริ่มจากการลดราคา
5. ช่องว่างของสี: ตลาดมีสีเยอะ แต่ยังขาด “ระบบสี” ที่เข้าใจง่าย
ในตลาดลิปและบลัช สีเป็นหนึ่งในจุดที่สร้างความต่างได้ดีที่สุด แต่ปัญหาคือแบรนด์จำนวนมาก
มีสีเยอะ แต่ไม่ได้จัดระบบให้ลูกค้าเลือกง่าย
ตัวอย่างช่องว่างของการทำสีในตลาดไทย:
สี nude ที่ไม่ทำให้หน้าป่วย
สี mauve ที่ไม่ม่วงเทาเกินไป
สี coral ที่ไม่ส้มจัดเกินสำหรับผิวเหลือง
สี brown ที่ไม่เข้มจนดูแก่
สี pink ที่ไม่หวานเกินและยังใช้ได้ทุกวัน
สี red ที่ดูแพง แต่ไม่เป็นทางการเกินไป
แทนที่จะตั้งต้นว่า “จะออก 6 สีตามเทรนด์” แบรนด์ควรถามว่า สีแต่ละเฉดแก้ปัญหาอะไรให้ลูกค้า?
เช่น
สีสำหรับวันทำงาน
สีสำหรับถ่ายรูป
สีสำหรับผิวสองสี
สีสำหรับแต่งหน้าเบาแต่ดูไม่ป่วย
สีสำหรับคนที่อยากเริ่มใช้สีเข้มแต่ยังกลัว
เมื่อคิดแบบนี้ สีจะไม่ใช่แค่ shade name แต่กลายเป็น product strategy
6. ช่องว่างของ Texture: เนื้อสัมผัสคือภาพจำของแบรนด์
ในตลาดเมคอัพ สีอาจทำให้ลูกค้าหยุดดู แต่ texture คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้
ตัวอย่าง texture ที่สามารถสร้าง positioning ได้:
Texture | ภาพจำที่สร้างได้ |
Velvet / Blur | นุ่ม ฟุ้ง เบลอปาก ฟุ้งนัว ดูแพง |
Gloss / Oil Gloss | ฉ่ำ วาว สุขภาพดี ถ่ายคอนเทนต์สวยขึ้นกล้อง |
Gloss Tint | สดใส ติดสีบาง ๆ ใช้ง่าย |
Balm / Stick | สบายปาก ให้สีสวยและดูแลริมฝีปาก |
Cream Blush | ผิวสุขภาพดี สีละมุน เกลี่ยง่าย |
Liquid Blush | สีชัด ติดทน พกพาง่าย |
ช่องว่างที่น่าสนใจในตลาดไทยคือการทำ texture ให้เข้ากับ climate และ lifestyle ของคนไทย เช่น อากาศร้อน เหงื่อออกง่าย อยู่ในห้องแอร์สลับกลางแจ้ง ต้องการเมคอัพที่เบาแต่ยังสวย
ดังนั้นคำว่า “เนื้อดี” อาจยังไม่พอ แต่ควรเล่าให้ชัดว่า
เนื้อดีสำหรับสถานการณ์แบบไหน?
เช่น
เนื้อ velvet ที่ไม่แห้งจนตกร่อง
กลอสที่วาวแต่ไม่เหนียวจนรำคาญ
บลัชที่ฟุ้งง่ายสำหรับมือใหม่
ลิปบาล์มมีสีที่ไม่มันเยิ้ม
ลิปแมตต์ที่ดู soft ไม่แข็ง ไม่หนา
7. ช่องว่างของช่องทางขาย: แบรนด์ต้องเกิดบนหน้าฟีดได้
ปัจจุบัน beauty brand ไม่ได้แข่งกันแค่บนชั้นวาง แต่แข่งกันบน TikTok, Shopee, Instagram, live selling และ search engine ด้วย
รายงานของ Insignia ระบุว่าตลาด beauty e-commerce ไทยในปี 2025 มีบทบาทสูงมาก โดยไทยมีสัดส่วนสำคัญในตลาด beauty e-commerce ของอาเซียน และการขายออนไลน์กลายเป็นพื้นที่หลักของการเติบโต
นั่นแปลว่า Brand Gap ไม่ได้อยู่แค่ในตัวสินค้า แต่อยู่ใน “วิธีเล่า” ด้วย
แบรนด์ที่ชนะบนออนไลน์มักต้องตอบได้เร็วว่า
แบรนด์นี้เหมาะกับใคร?
ใช้แล้วได้ลุคแบบไหน?
ต่างจากแบรนด์อื่นตรงไหน?
มี shade หรือ texture ไหนที่เป็น hero?
ทำไมต้องซื้อแบรนด์นี้ตอนนี้?
ถ้าคำตอบยังคลุมเครือ คอนเทนต์จะขายยาก แม้สินค้าจะดี
8. Framework: วิธีหา Brand Gap ก่อนเริ่มทำสินค้า
เจ้าของแบรนด์สามารถใช้คำถาม 7 ข้อนี้ก่อนเริ่มพัฒนาสินค้า
ลูกค้าหลักคือใคร?
อย่าตอบแค่ว่า “ผู้หญิงอายุ 18–35” เพราะกว้างเกินไป ควรตอบให้ชัดขึ้น เช่น
“ผู้หญิงวัยทำงาน 25–35 ที่ชอบแต่งหน้าโทนสุภาพ แต่ไม่อยากดูแก่”“Gen Z ที่ชอบลุคฉ่ำ สดใส ถ่ายคอนเทนต์ขึ้น”“คนผิวเหลืองที่หาสีนู้ดแล้วหน้าหมองบ่อย”
ลูกค้าคนนี้ยังเจอปัญหาอะไรในตลาด?
เช่น สีไม่เข้ากับผิว, เนื้อแห้ง, กลอสเหนียว, สีติดส้มเกิน, แบรนด์พูดไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์
ตลาดมีแบรนด์แนวนี้เยอะหรือยัง?
ถ้าเยอะแล้ว ต้องหา angle ให้คมขึ้น ไม่ใช่ทำซ้ำ
แบรนด์เราจะยืนด้วยอารมณ์แบบไหน?
เช่น น่ารัก / ฉลาด / สุภาพ / หรู / สนุก / clean / professional / artist / everyday
สีของแบรนด์ควรถูกจำแบบไหน?
เช่น โทนนู้ดสุภาพ, โทนชมพูสุขภาพดี, โทน brown ดูแพง, โทน coral สดใส, โทน mauve เกาหลีแต่ไม่ซีด
Texture ไหนควรเป็นลายเซ็นของแบรนด์?
อย่าเริ่มจาก “อยากมีทุกสูตร” แต่ควรเริ่มจากสูตรที่เล่าเรื่องแบรนด์ได้ดีที่สุด
จะทำให้ลูกค้าเข้าใจใน 3 วินาทีได้อย่างไร?
เพราะบน TikTok, Shopee และ Instagram ลูกค้าเลื่อนผ่านเร็วมาก จุดยืนของแบรนด์ต้องชัดตั้งแต่ภาพแรกและประโยคแรก
9. ตัวอย่างช่องว่างแบรนด์ที่ยังน่าทำในตลาดไทย
Soft Professional Makeup
แบรนด์สำหรับคนทำงานที่อยากดูดี สุภาพ แต่ไม่แก่ ไม่จืดเหมาะกับ velvet lip, soft matte blush, nude brown, muted rose, mauve beige
จุดขาย: แต่งไปทำงาน ประชุม พบลูกค้า ถ่ายรูปแล้วดูแพง
Thai Skin Tone Friendly Color
แบรนด์ที่ออกแบบสีโดยคิดจาก undertone ของผิวไทยเหมาะกับ nude, coral, brown, rose, terracotta ที่ไม่ทำให้หน้าหมอง
จุดขาย: สีที่คิดมาเพื่อผิวไทย ไม่ใช่แค่ตามเฉดจากต่างประเทศ
Easy Makeup for Beginners
แบรนด์สำหรับมือใหม่ที่เลือกสีไม่เก่ง แต่งหน้าไม่คล่องเหมาะกับ multi-use tint, cream blush, balm tint, soft gloss
จุดขาย: ใช้ง่าย เลือกง่าย พลาดยาก
Modern Gloss Brand
แบรนด์ที่ทำกลอสให้ดูโตขึ้น ไม่ใช่แค่น่ารักหรือวัยรุ่นเหมาะกับ gloss oil, gloss tint, jelly lip, clear shine with tone
จุดขาย: ฉ่ำแบบหรู ไม่เหนียว ไม่เด็กเกิน
Muted Color Specialist
แบรนด์ที่เชี่ยวชาญสีตุ่น สีละมุน สี everydayเหมาะกับ mauve, nude brown, dusty rose, muted coral
จุดเด่น: สีที่มีความสุภาพและมีชีวิตชีวา
10. สรุป: ช่องว่างที่ดี ไม่ใช่แค่ตลาดยังไม่มี แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่แบรนด์ครอบครองได้
การสร้างแบรนด์เครื่องสำอางในตลาดไทยวันนี้ ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “อะไรขายดี” เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามว่า
“เราจะทำให้ลูกค้ากลุ่มไหนรู้สึกว่าแบรนด์นี้เข้าใจเขาที่สุด?”
เพราะตลาดที่มีคู่แข่งเยอะ ไม่ได้แปลว่าไม่มีโอกาส แต่แปลว่าแบรนด์ต้องมีจุดยืนชัดกว่าเดิม
ช่องว่างของแบรนด์อาจอยู่ในสีที่เลือก เนื้อสัมผัสที่พัฒนา วิธีเล่าเรื่อง ภาพลักษณ์บนหน้าฟีด หรือแม้แต่ความเข้าใจในผิวและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทย
สำหรับเจ้าของแบรนด์ที่กำลังเริ่มต้น การหา Brand Gap ก่อนผลิตสินค้าจึงช่วยลดความเสี่ยง ทำให้สินค้าไม่หลงทิศ และทำให้แบรนด์มีเหตุผลที่ลูกค้าจะเลือกตั้งแต่วันแรก
cocometics พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาแบรนด์เมคอัพของคุณ ตั้งแต่การวิเคราะห์คอนเซ็ปต์สินค้า การเลือกสูตรและเฉดสี ไปจนถึงการวางแนวทางผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับสไตล์แบรนด์และความต้องการของตลาดไทย



ความคิดเห็น